บทความน่ารู้ Payroll & Labor Law

ขั้นตอนขึ้นทะเบียนกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างสำหรับนายจ้าง

สรุปเงื่อนไข ขั้นตอน แบบฟอร์ม และสิ่งที่นายจ้าง ฝ่าย HR และ Payroll ควรเตรียมให้พร้อมก่อนเริ่มจัดเก็บเงินสะสมและเงินสมทบ

฿

สรุปสำหรับนายจ้าง

นายจ้างที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป และยังไม่มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือระบบสงเคราะห์ที่เข้าเงื่อนไข ควรตรวจสอบสถานะ ขึ้นทะเบียน และเตรียมระบบเงินเดือนให้พร้อมล่วงหน้า

เริ่มจัดเก็บ 1 ตุลาคม 2569 อัตราเริ่มต้นฝ่ายละ 0.25%

กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างคืออะไร

กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างจัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 เพื่อเป็นหลักประกันให้ลูกจ้างเมื่อออกจากงาน เสียชีวิต หรือเข้าเงื่อนไขอื่นตามที่กฎหมายกำหนด

ข้อมูล ณ วันที่ 17 สิงหาคม 2569: กำหนดเริ่มจัดเก็บเงินสะสมและเงินสมทบตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป นายจ้างจึงควรตรวจสอบสถานะและเตรียมระบบเงินเดือนให้พร้อมล่วงหน้า

นายจ้างรายใดต้องขึ้นทะเบียน

โดยหลัก นายจ้างที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ต้องจัดให้ลูกจ้างเป็นสมาชิกกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง หากกิจการยังไม่มีหลักประกันดังต่อไปนี้

  • กองทุนสำรองเลี้ยงชีพตามกฎหมาย หรือ
  • ระบบสงเคราะห์ลูกจ้างกรณีออกจากงานหรือเสียชีวิตตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด
หากบริษัทมีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพแต่ครอบคลุมพนักงานเพียงบางส่วน ควรตรวจสอบพนักงานที่ไม่ได้เป็นสมาชิกเป็นรายบุคคล เนื่องจากอาจยังอยู่ในข่ายกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง

ขั้นตอนการขึ้นทะเบียน

1. ตรวจสอบสถานะกิจการ

ตรวจสอบจำนวนลูกจ้าง การเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และสวัสดิการกรณีออกจากงานหรือเสียชีวิตที่บริษัทจัดไว้เดิม

2. เตรียมข้อมูล

จัดเตรียมข้อมูลสำคัญ ได้แก่

  • ข้อมูลนายจ้างและสถานประกอบการ
  • เลขทะเบียนนิติบุคคลและเลขประจำตัวผู้เสียภาษี
  • รายชื่อลูกจ้างและเลขประจำตัวประชาชน
  • วันเริ่มงานและอัตราค่าจ้าง
  • สถานะกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ

3. กรอกแบบฟอร์ม

  • กิจการที่อยู่ภายใต้บังคับ ใช้แบบ สกล.3
  • กิจการที่เข้าร่วมโดยสมัครใจ ใช้แบบ สกล.3/1

4. ยื่นขึ้นทะเบียน

นายจ้างสามารถยื่นผ่านช่องทางต่อไปนี้

5. รับหนังสือสำคัญ

เมื่อเจ้าหน้าที่ตรวจสอบข้อมูลเรียบร้อยแล้ว จะออกหนังสือสำคัญ ได้แก่

  • แบบ สกล.4 สำหรับกิจการที่อยู่ภายใต้บังคับ
  • แบบ สกล.4/1 สำหรับกิจการที่เข้าร่วมโดยสมัครใจ

นายจ้างควรตรวจสอบความถูกต้องและเก็บหนังสือสำคัญไว้เป็นหลักฐาน

อัตราเงินสะสมและเงินสมทบ

ในระยะแรกกำหนดอัตราไว้ดังนี้

ผู้รับผิดชอบ อัตรา
ลูกจ้างจ่ายเงินสะสม 0.25% ของค่าจ้าง
นายจ้างจ่ายเงินสมทบ 0.25% ของค่าจ้าง

ตัวอย่างการคำนวณ

ลูกจ้างมีค่าจ้าง 30,000 บาทต่อเดือน

30,000 × 0.25% = 75 บาท
ลูกจ้างถูกหักเงินสะสม 75 บาท และนายจ้างสมทบอีก 75 บาท รวมยอดนำส่ง 150 บาทต่อเดือน
เงินสมทบส่วนของนายจ้างเป็นภาระของนายจ้าง ไม่สามารถนำมาหักจากค่าจ้างของลูกจ้างได้

หลังขึ้นทะเบียนต้องทำอะไร

นายจ้างต้องปรับกระบวนการเงินเดือนให้รองรับการดำเนินงาน ได้แก่

  • คำนวณและหักเงินสะสมจากลูกจ้าง
  • คำนวณเงินสมทบส่วนของนายจ้าง
  • แสดงรายการหักในสลิปเงินเดือน
  • จัดทำรายงานและนำส่งเงินตามกำหนด
  • แจ้งเพิ่มหรือลดรายชื่อเมื่อมีพนักงานเข้า–ออก
  • เก็บหลักฐานการคำนวณและการนำส่ง
โดยหลัก เงินสะสมและเงินสมทบต้องนำส่งภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดจากเดือนที่มีการจ่ายค่าจ้าง ทั้งนี้ ควรตรวจสอบคู่มือและช่องทางนำส่งฉบับล่าสุดก่อนเริ่มดำเนินการจริง

สิ่งที่องค์กรควรเตรียมก่อนวันที่ 1 ตุลาคม 2569

  • ตรวจสอบว่ากิจการและพนักงานรายใดอยู่ในข่าย
  • เตรียมข้อมูลสำหรับการขึ้นทะเบียน
  • ปรับระบบ Payroll และรายการในสลิปเงินเดือน
  • วางงบประมาณเงินสมทบส่วนของนายจ้าง
  • สื่อสารให้พนักงานเข้าใจล่วงหน้า
  • กำหนดผู้รับผิดชอบการนำส่งและตรวจสอบยอดประจำเดือน

สรุป

นายจ้างที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไปและยังไม่มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือระบบสงเคราะห์ที่เข้าเงื่อนไข ควรเตรียมขึ้นทะเบียนและปรับระบบเงินเดือน ให้พร้อมก่อนเริ่มจัดเก็บเงินในวันที่ 1 ตุลาคม 2569

การเตรียมข้อมูลและกระบวนการล่วงหน้าจะช่วยลดความเสี่ยงจากการขึ้นทะเบียนล่าช้า คำนวณยอดไม่ถูกต้อง หรือนำส่งเงินไม่ครบถ้วน

หมายเหตุ: ควรตรวจสอบประกาศและแบบฟอร์มล่าสุดจาก กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ก่อนดำเนินการจริง

ต้องการให้ผู้เชี่ยวชาญช่วยดูแล Payroll?

AIMSUCCESS ให้บริการรับทำเงินเดือน Payroll Outsource ครบวงจร ช่วยดูแลการคำนวณเงินเดือน รายการหัก รายการสมทบ ประกันสังคม ภาษี และเอกสารที่เกี่ยวข้อง เหมาะสำหรับธุรกิจที่ต้องการลดภาระงาน HR และลดความเสี่ยงจากความผิดพลาด

เรียบเรียงโดย : บริษัท เอมซัคเซส จำกัด
ข้อมูลอ้างอิง : กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กระทรวงแรงงาน และประกาศที่เกี่ยวข้องกับกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง