บทความน่ารู้ Payroll & Labor Law

กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง คืออะไร นายจ้างต้องเริ่มหักเงินเมื่อไร

สรุปเรื่องกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 พร้อมอัตราเงินสะสม เงินสมทบ วันเริ่มจัดเก็บ และสิ่งที่นายจ้าง ฝ่ายบุคคล และ Payroll ควรเตรียมตัว

฿

อ่านจบใน 3 นาที

กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างเป็นกองทุนตามกฎหมายแรงงาน เพื่อเป็นหลักประกันให้ลูกจ้างในกรณีออกจากงานหรือตาย โดยนายจ้างและลูกจ้างต้องนำส่งเงินเข้ากองทุนตามอัตราที่กฎหมายกำหนด

เริ่มจัดเก็บ 1 ตุลาคม 2569 อัตราเริ่มต้นฝ่ายละ 0.25%

กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างคืออะไร

กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง เป็นกองทุนที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นหลักประกันและให้การสงเคราะห์แก่ลูกจ้างตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด โดยเฉพาะกรณีที่ลูกจ้างออกจากงานหรือตาย

เดิมหลายธุรกิจอาจไม่คุ้นเคยกับกองทุนนี้ เพราะที่ผ่านมาในทางปฏิบัติยังไม่ได้มีการจัดเก็บเงินสะสมและเงินสมทบอย่างแพร่หลาย แต่ปัจจุบันได้มีการออกกฎกระทรวงกำหนดอัตราการนำส่งเงินแล้ว ทำให้เรื่องนี้กลายเป็นประเด็นสำคัญที่นายจ้างและฝ่าย Payroll ต้องเตรียมตัว

สรุปสั้น ๆ: กองทุนนี้ไม่ใช่ประกันสังคม และไม่ใช่กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ แต่เป็นกองทุนตามกฎหมายแรงงานที่กำหนดให้นายจ้างและลูกจ้างบางกลุ่มต้องนำส่งเงินเข้ากองทุน

ประเด็นสำคัญที่ควรรู้

  • เกี่ยวข้องกับกิจการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป
  • นายจ้างและลูกจ้างต้องนำส่งเงินเข้ากองทุน
  • เริ่มจัดเก็บตามข้อมูลล่าสุดวันที่ 1 ตุลาคม 2569
  • กิจการที่มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพอาจเข้าข้อยกเว้นตามกฎหมาย

มีผลบังคับใช้แล้วหรือยัง

ในเชิงกฎหมาย กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างมีอยู่แล้วตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 และปัจจุบันมีการออกกฎกระทรวงกำหนดอัตราเงินสะสมและเงินสมทบแล้ว

อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญคือ “วันเริ่มจัดเก็บเงินจริง” ซึ่งเดิมกำหนดให้เริ่มวันที่ 1 ตุลาคม 2568 แต่มีการเลื่อนการจัดเก็บออกไปเป็นวันที่ 1 ตุลาคม 2569

ดังนั้น ณ ปัจจุบัน นายจ้างควรเริ่มเตรียมระบบ Payroll และเอกสารที่เกี่ยวข้องไว้ล่วงหน้า แต่การหักและนำส่งเงินจริงให้ยึดตามวันเริ่มจัดเก็บที่กฎหมายกำหนด

กิจการใดต้องเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง

ตามหลักของมาตรา 130 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ลูกจ้างในกิจการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไปต้องเป็นสมาชิกกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง เว้นแต่เข้าข้อยกเว้นตามที่กฎหมายกำหนด

กรณี แนวทางพิจารณา
กิจการมีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป โดยหลักอยู่ในข่ายต้องเข้ากองทุน
กิจการมีลูกจ้างน้อยกว่า 10 คน โดยหลักยังไม่อยู่ในบังคับตามมาตรา 130 วรรคหนึ่ง
นายจ้างมีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพให้ลูกจ้าง อาจเข้าข้อยกเว้นตามกฎหมาย
นายจ้างมีระบบสงเคราะห์กรณีลูกจ้างออกจากงานหรือตาย ต้องพิจารณาว่าเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กฎกระทรวงกำหนดหรือไม่
ข้อควรระวัง: หากบริษัทมีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพอยู่แล้ว ไม่ควรสรุปทันทีว่าไม่เกี่ยวข้อง ควรตรวจสอบเงื่อนไขสมาชิกและหลักเกณฑ์ยกเว้นให้ครบถ้วนก่อน

อัตราเงินสะสมและเงินสมทบ

กฎกระทรวงกำหนดให้นายจ้างและลูกจ้างนำส่งเงินเข้ากองทุน โดยลูกจ้างจ่าย “เงินสะสม” และนายจ้างจ่าย “เงินสมทบ” ในอัตราที่กฎหมายกำหนด

ช่วงเวลา ลูกจ้างจ่ายเงินสะสม นายจ้างจ่ายเงินสมทบ
1 ตุลาคม 2569 - 30 กันยายน 2574 0.25% ของค่าจ้าง 0.25% ของค่าจ้าง
ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2574 เป็นต้นไป 0.50% ของค่าจ้าง 0.50% ของค่าจ้าง

ตัวอย่างการคำนวณ

ลูกจ้างได้รับค่าจ้าง 20,000 บาทต่อเดือน และอยู่ในช่วงอัตรา 0.25%

เงินสะสมลูกจ้าง = 20,000 × 0.25%
ลูกจ้างถูกหักเงินสะสม 50 บาท

ฝั่งนายจ้าง

นายจ้างต้องจ่ายเงินสมทบในอัตราเดียวกัน คือ 0.25% ของค่าจ้าง

เงินสมทบนายจ้าง = 20,000 × 0.25%
นายจ้างจ่ายสมทบเพิ่ม 50 บาท
ในมุม Payroll รายการนี้จะคล้ายกับรายการหักและรายการสมทบที่ต้องตั้งค่าเพิ่มในระบบเงินเดือน โดยต้องแยกให้ชัดเจนระหว่างยอดที่หักจากลูกจ้าง และยอดที่นายจ้างต้องรับภาระเอง

ต่างจากประกันสังคมและกองทุนสำรองเลี้ยงชีพอย่างไร

กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างมักถูกเข้าใจผิดว่าเป็นเรื่องเดียวกับประกันสังคมหรือกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ แต่ในความเป็นจริงทั้งสามเรื่องมีวัตถุประสงค์และกฎหมายคนละฉบับ

หัวข้อ กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ประกันสังคม กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ
วัตถุประสงค์ สงเคราะห์ลูกจ้างตามกฎหมายแรงงาน คุ้มครองเจ็บป่วย ว่างงาน คลอดบุตร ชราภาพ และกรณีอื่น ส่งเสริมการออมเพื่ออนาคตหรือเกษียณ
ลักษณะ เป็นกองทุนตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน เป็นระบบประกันสังคมภาคบังคับ เป็นสวัสดิการที่นายจ้างจัดตั้งร่วมกับลูกจ้าง
ผู้เกี่ยวข้องกับการนำส่ง นายจ้างและลูกจ้าง นายจ้าง ลูกจ้าง และรัฐ นายจ้างและลูกจ้างตามข้อบังคับกองทุน
ผลต่อ Payroll ต้องตั้งรายการหักและสมทบเพิ่ม มีการหักและนำส่งประจำอยู่แล้ว ขึ้นอยู่กับบริษัทที่จัดตั้งกองทุน

ข้อแนะนำสำหรับนายจ้างและฝ่าย HR

แม้วันเริ่มจัดเก็บจะถูกเลื่อนออกไป แต่ธุรกิจไม่ควรรอจนถึงช่วงใกล้บังคับใช้ เพราะการนำส่งเงินกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างจะกระทบทั้งระบบเงินเดือน เอกสารพนักงาน การตั้งค่ารายการหัก และต้นทุนฝั่งนายจ้าง

สิ่งที่ควรเตรียมล่วงหน้า

  • ตรวจสอบจำนวนลูกจ้างว่าบริษัทอยู่ในข่ายตั้งแต่ 10 คนขึ้นไปหรือไม่
  • ตรวจสอบว่าบริษัทมีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพหรือสวัสดิการที่เข้าข้อยกเว้นหรือไม่
  • เตรียมรายการหักเงินสะสมของลูกจ้างในระบบ Payroll
  • เตรียมรายการเงินสมทบฝั่งนายจ้างเพื่อคำนวณต้นทุนแรงงาน
  • แจ้งพนักงานให้เข้าใจว่าเงินสะสมนี้เป็นรายการตามกฎหมาย ไม่ใช่การหักเงินโดยไม่มีเหตุผล
  • ติดตามประกาศจากกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานอย่างต่อเนื่อง
มุมมองสำหรับ SME: เรื่องนี้อาจดูเป็นเปอร์เซ็นต์เล็ก แต่เมื่อรวมกับประกันสังคม ภาษี กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และสวัสดิการอื่น ๆ จะกลายเป็นภาระงาน Payroll ที่ต้องบริหารให้ถูกต้องและตรวจสอบได้

ต้องการให้ผู้เชี่ยวชาญช่วยดูแล Payroll และกฎหมายแรงงาน?

AIMSUCCESS ให้บริการรับทำเงินเดือน Payroll Outsource ครบวงจร ช่วยดูแลการคำนวณเงินเดือน รายการหัก รายการสมทบ ประกันสังคม ภาษี และเอกสารที่เกี่ยวข้อง เหมาะสำหรับธุรกิจที่ต้องการลดภาระงาน HR และลดความเสี่ยงจากความผิดพลาดด้านกฎหมายแรงงาน

เรียบเรียงโดย : บริษัท เอมซัคเซส จำกัด
ข้อมูลอ้างอิง : กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน, กระทรวงแรงงาน และประกาศที่เกี่ยวข้องกับกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง